SSD NVMe Gen 5 เริ่มมีวางขายตั้งแต่ปลายปี 2024 และตอนนี้ราคาก็ลงมาในระดับที่เริ่มน่าจับตามองมากขึ้น ตัวเลขในสเปคเขียนไว้ว่าทำความเร็ว Sequential ได้ถึง 14,000 MB/s ในขณะที่ Gen 4 ตัวท็อปทำได้แค่ราว 7,400 MB/s ฟังดูแรงเกือบสองเท่า แต่บนหน้างานจริงล่ะ มันต่างจริงไหม?
Gen 4 กับ Gen 5 ต่างกันตรงไหน
ทั้งสองมาตรฐานใช้พอร์ต M.2 รูปร่างเหมือนกัน แต่ความต่างหลักคือเลน PCIe ที่ใช้และตัวคอนโทรลเลอร์ภายใน Gen 5 ใช้ PCIe 5.0 x4 ทำให้ bandwidth เพิ่มเป็นสองเท่า แต่ก็ดึงไฟและสร้างความร้อนสูงกว่าเดิมพอสมควร แทบทุกรุ่นต้องการ heatsink ขนาดใหญ่หรือฮีตซิงก์ที่มาพร้อมเมนบอร์ด
| คุณสมบัติ | Gen 4 | Gen 5 |
|---|---|---|
| อินเทอร์เฟซ | PCIe 4.0 x4 | PCIe 5.0 x4 |
| Sequential Read | ไม่เกิน 7,400 MB/s | สูงสุด 14,000 MB/s |
| Sequential Write | ไม่เกิน 7,000 MB/s | สูงสุด 12,400 MB/s |
| Random Read (4K) | ราว 1,000K IOPS | ราว 1,500K IOPS |
| ความร้อนใช้งาน | 50–60°C | 70–80°C ถ้าไม่มี heatsink |
| ราคา 1TB (เม.ย. 2026) | เริ่ม 2,500 บาท | เริ่ม 4,900 บาท |
วิธีทดสอบของทีม JIB
เราทดสอบบนเครื่องเดียวกัน เปลี่ยนเฉพาะ SSD เพื่อให้ผลเทียบกันได้ตรง ๆ สเปคหลัก: AMD Ryzen 7 7800X3D, RAM DDR5 32GB, เมนบอร์ด X670E ที่รองรับ PCIe 5.0 ทั้งสองสล็อต ทดสอบ 4 สถานการณ์: เบนช์มาร์ก, เปิดเกม, เซฟ/โหลดงาน Photoshop, และคัดลอกไฟล์ใหญ่
- CrystalDiskMark 8.0.5 — วัด Sequential และ Random
- 3DMark Storage Benchmark — จำลองงานเกมจริง
- PCMark 10 Full System Drive — งาน productivity
- งานจริง: เปิด Cyberpunk 2077, เซฟโปรเจกต์ Photoshop 4GB, copy ISO 30GB
ผลทดสอบ — ตัวเลขสเปคบอกอะไร
ในงาน Sequential แบบที่อ่านเขียนต่อเนื่องไฟล์ใหญ่ Gen 5 ทำคะแนนเฉือนชัดเจน รุ่นที่เราทดสอบ (Crucial T705 2TB) ทำได้ 13,840 MB/s ในการอ่าน เทียบกับ Gen 4 รุ่นเรือธงที่ทำได้ 7,200 MB/s ส่วนการเขียนก็เร็วกว่ากันราว 80% นั่นคือพอเอาไปทำงานคัดลอกไฟล์ใหญ่ ๆ จะเห็นความต่างชัด
แต่พอลงมาใน Random 4K Read/Write ซึ่งเป็นรูปแบบที่ระบบปฏิบัติการและแอปทั่วไปใช้จริง ความต่างเหลือแค่ราว 25–30% เท่านั้น ตัวเลข IOPS ที่บอกในสเปคนั้นเป็น peak ในเงื่อนไขจำเพาะ ในการใช้งานจริงเราเห็นความต่างน้อยกว่านั้น
“Gen 5 ไม่ใช่แค่ "เร็วกว่า Gen 4" แบบขาดลอย — มันเร็วกว่าใน scenario ที่ถูกออกแบบมาให้รีดประสิทธิภาพ ส่วนงานทั่วไปยังต่างกันแค่กระพริบตา”
งานจริง — เกม โปรแกรม Office และตัดต่อ
ในงานเปิดเกมและงานทั่วไป ความต่างน้อยกว่าที่หลายคนคาดมาก เราจับเวลาในเหตุการณ์ที่ผู้ใช้จริงน่าจะเจอบ่อย ๆ
| งาน | Gen 4 | Gen 5 | ต่างกัน |
|---|---|---|---|
| เปิด Windows 11 จากกดปุ่ม | 11.4 วินาที | 10.8 วินาที | 0.6 วิ (5%) |
| Cyberpunk 2077 ถึงเมนู | 8.2 วินาที | 7.6 วินาที | 0.6 วิ (7%) |
| เซฟโปรเจกต์ Photoshop 4GB | 6.1 วินาที | 4.2 วินาที | 1.9 วิ (31%) |
| คัดลอก ISO 30GB ภายในไดรฟ์เดียว | 4.8 วินาที | 2.5 วินาที | 2.3 วิ (48%) |
| Render วิดีโอ 4K 5 นาที (DaVinci) | 2:14 | 2:08 | 6 วิ (4%) |
จะเห็นว่างานเล็ก ๆ ที่อ่านไฟล์ขนาดต่ำกว่า 1GB ความต่างน้อยมากจนแทบไม่รู้สึก แต่พองานเริ่มขยับขึ้นไปที่ระดับหลายสิบ GB อย่างคัดลอก ISO หรือเซฟไฟล์ดีไซน์ใหญ่ Gen 5 จะให้ประสบการณ์ที่ "ลื่นกว่า" ชัดเจน
แล้วใครควรซื้อ Gen 5?
หลังจากทดสอบหลายสัปดาห์ ทีมเรามีคำแนะนำที่ค่อนข้างชัดเจน — ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ Gen 5 คุ้มค่าที่จะลงทุน
- ครีเอเตอร์ที่ทำงานวิดีโอ 4K/8K หรือไฟล์ดีไซน์ขนาดใหญ่เป็นประจำ
- นักพัฒนาที่ต้อง compile โปรเจกต์ใหญ่ ไฟล์เป็นแสน
- มืออาชีพที่ต้องคัดลอกไฟล์ระดับสิบ GB บ่อย ๆ เช่น ช่างภาพถ่าย RAW
- คนที่ใช้ AI workload ต้องโหลด model หลายสิบ GB เข้า GPU
ในทางกลับกัน ถ้าคุณเล่นเกม ใช้งานทั่วไป ดูหนัง ทำงานเอกสาร Gen 4 ตัวเรือธงยังเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามากกว่ามาก เพราะส่วนต่างราคาเอาไปอัปเกรดส่วนอื่นของเครื่องดีกว่า
